สาเหตุที่การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจค้าปลีก

ถ้าหากคุณเป็นเหมือนกับร้านค้าปลีกส่วนมาก คุณก็คงจะต้องคอยจัดการกับความไม่ลงรอยของความต้องการซื้อและความต้องการขายอยู่เสมอ เช่น คุณอาจจะต้องถามตัวเองว่า “ฉันมีทุนทรัพย์ในการเก็บสินค้าไว้มากน้อยแค่ไหน และลูกค้าจะสนใจซื้อสินค้าพวกนี้หรือเปล่า” ร้านค้าปลีกแทบจะทุกแห่งล้วนแล้วแต่เคยประสบกับสถานการณ์สินค้าไม่เพียงพอต่อการขายมาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งนอกจากจะทำให้เสียโอกาสในการขายแล้วยังทำให้ลูกค้าไม่ประทับใจอีกด้วย ในทางตรงกันข้าม เจ้าของร้านค้าที่ซื้อสินค้ามาเก็บไว้มากเกินไป ก็ต้องลดราคาสินค้าหรือขายสินค้าในราคาต่ำกว่าต้นทุนเพื่อที่จะระบายสินค้าในท้ายที่สุด โดยในร้านค้าบางรายที่ “คาดคะเนความสัมพันธ์ผิดพลาด” ไปมาก ก็อาจจะทำให้เสียหายถึงขั้นต้องปิดกิจการเลยทีเดียว

ปัญหาการจัดการสินค้าคงคลังนั้น แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงปัญหายุ่งยากที่อยู่ลึกลงไปกว่านั้น ซึ่งก็คือ ความไม่เข้าใจในตัวลูกค้า การเลือกสินค้าสำหรับร้านค้าปลีกนั้น โดยดั้งเดิมมีความเป็นศิลป์มากกว่าเป็นวิทยาศาสตร์อยู่มาก กล่าวคือ เจ้าของร้านมักจะใช้รสนิยมของตัวเองเป็นตัวตัดสิน หรือใช้ “การคาดเดา” ว่าสินค้าตัวใดจะถูกใจลูกค้า

โดยแรกเริ่มนั้น ธุรกิจขนาดเล็กหลายแห่งมักจะรู้สึกหวาดหวั่นเมื่อได้ยินในเรื่องของการวิเคราะห์ข้อมูล แต่ในความเป็นจริงแล้ว ร้านค้าปลีกเหล่านี้โดยมากมีข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์ของลูกค้าอยู่ภายในระบบอยู่แล้ว พวกเขาเพียงแค่ไม่คุ้นเคยกับการที่จะเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นและแปลงมันเป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำมาใช้งานได้ โดยในการพิจารณาการสั่งสินค้าในครั้งถัดไปกับซัพพลายเออร์ ร้านค้าปลีกสามารถใช้การวิเคราะห์ข้อมูลในการตอบคำถาม เช่น ที่ผ่านมาลูกค้าได้ซื้อสินค้าที่คล้ายๆ กันนี้หรือไม่? มีฤดูกาลหรือเดือนใดที่สินค้าประเภทนี้ขายดีเป็นพิเศษหรือไม่? ที่ผ่านมามีเสียงตอบรับแบบใดจากลูกค้ากลุ่มนั้นๆ ที่จะช่วยบ่งชี้ว่าลูกค้าอาจจะต้องการหรือไม่ต้องการสินค้าตัวนี้หรือไม่?

การใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาการบริการลูกค้าและการจัดการสินค้าคงคลัง

ข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ จากลูกค้าเป็นได้มากกว่าเครื่องช่วยตัดสินใจในการเลือกสินค้าเข้าคลัง
โดยข้อมูลเหล่านี้สามารถช่วยให้ผู้ค้าสามารถเข้าใจลูกค้าได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมเพื่อสร้าง feedback loop หรือ วงจรการป้อนกลับซึ่งมีกลไกการทำงานดังนี้

การตัดสินใจอย่างชาญฉลาดเกี่ยวกับสินค้าคงคลัง

ประการแรก ผู้ค้าปลีกจำเป็นจะต้องมีระบบในการแปลงข้อมูลเชิงลึกจากลูกค้าที่มีอยู่ให้กลายเป็นข้อมูลเชิงวิเคราะห์ เพื่อให้ได้ข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจในการสั่งสินค้าใหม่ จากนั้น ผู้ค้าปลีกสามารถที่จะใช้ข้อมูลเดียวกันนี้จากระบบในการเริ่มแนะนำสินค้าใหม่ที่ตนเพิ่งสั่งเข้ามาเมื่อลูกค้าคนดังกล่าวเข้ามาในร้าน

เพิ่มยอดขาย

การวิเคราะห์ข้อมูลช่วยเพิ่มยอดขายเนื่องจาก ลูกค้ามีความพึงพอใจมากกว่าเมื่อรู้สึกว่าเจ้าของร้านตอบสนองต่อรสนิยมส่วนตัวและความต้องการส่วนตัวของตน ซึ่งทำให้มีแนวโน้มที่ลูกค้าจะซื้อสินค้ามากขึ้น ทุกวันนี้ลูกค้ามีความคาดหวังที่จะได้รับความใส่ใจในรายละเอียดส่วนบุคคลมากขึ้นเนื่องจากนั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาได้รับในโลกดิจิทัล (เช่น Amazon แนะนำหนังสือโดยอ้างอิงจากสินค้าที่เคยซื้อ)

จับความรู้สึกของลูกค้าให้ได้

ขั้นตอนสุดท้ายคือ การเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆของลูกค้าอยู่เป็นประจำ เพื่อที่จะนำไปแปลงเป็นข้อมูลเชิงวิเคราะห์ที่แม่นยำต่อไป และด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าได้ทำให้เกิดระบบซึ่งความต้องการของลูกค้าและสินค้าในคลังมีความสอดคล้องกันมากขึ้นทุกที จนกระทั้ง “ความผิดพลาด” ในการสั่งสินค้าเข้าคลัง กลายเป็นเรื่องตกยุคไป

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจสำหรับผู้ค้าปลีกในทุกวันนี้มีการแข่งขันสูงกว่าที่เคยมีมาในอดีต จะเห็นได้จากการที่ ร้านค้าที่มีหน้าร้านต่างต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นเนื่องจากผู้ค้าปลีกออนไลน์สามารถที่จะลดปัญหาการจัดการสินค้าคงคลังได้ เพราะพวกเขาทำการขายสินค้าก่อนที่จะสั่งสินค้ากับซัพพลายเออร์ การวิเคราะห์ข้อมูลนั้นเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากขึ้นทุกทีในการบริหารธุรกิจค้าปลีกทุกประเภทและในการหาจุดสมดุลระหว่างการขายสินค้าและเก็บสินค้าในคลัง

ข้อมูล เป็นกุญแจสำคัญในการที่จะไขความต้องการของลูกค้า ร้านค้าปลีกขนาดเล็กต่างก็เริ่มตระหนักว่า พวกเขาจะต้องปรับวิธีการทำธุรกิจให้มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าหากยังต้องการให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไป

หากต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับการนำข้อมูลเชิงลึกมาใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรของคุณ โปรดติดต่อเราที่ +662-263-6888 หรือส่งอีเมล์มาที่ smbth@microsoft.com

เนื้อหาทั้งหมดได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกทีนี่

Join the conversation

0 comments

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *